Health

  • คนเครียดขึ้นทุกวัน แต่จิตแพทย์ ไม่พอต่อความต้องการ
    คนเครียดขึ้นทุกวัน แต่จิตแพทย์ ไม่พอต่อความต้องการ

    เมื่อความเครียด ในสังคมไทย ทำให้คนไทยเครียดเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ทำไม จิตแพทย์ไทย จึงยังไม่พอต่อความต้องการ?

    หลังจากเกิดวิกฤตโรคระบาด COVID-19 การทำมาค้าขายของหลายๆ คน ก็แย่ลงตามๆ กัน เครียดกันทุกย่อมหญ้า บางคนวิตกกังวล จนเกิดโรคซึมเศร้าตามมา แต่ในประเทศไทย กับพบว่า ในต่างจังหวัดนั้น จิตแพทย์ หรือผู้ให้คำปรึกษา กับมีน้อยมากๆ น้อยจนไม่พอให้บริการคนไข้ จนหลายๆ คนต้องเดินทาง เข้าสู่เมืองใหญ่ ที่ต้องรอคิวนานๆ เพื่อรับคำปรึกษา

    ทุกวันนี้ จิตแพทย์ไทยมีจำนวณไม่เพียงพอ ที่จะให้บริการคนไข้ ที่มีมากขึ้นในทุกๆ วัน เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะชินชา สำหรับประเทศๆ นี่ ประเทศที่มีสถิติ คนฆ่าตัวตาย เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี และสาหตุหลักที่คนเข้ามารับการรักษา ก็มาจากปัญหาทางสังคม และนี่เป็นสถิติ จากกรมสุขภาพจิต ข้อมูลปี 62 โดยอัตราการการฆ่าตัวตาย คิดเป็น ร้อยละ 6.64 ต่อ 1 แสนคน

    จิตแพทย์
    สูงที่สุดในรอบ 14 ปีผ่านมา และสูงขึ้นเรื่อยๆ

    ส่วนช่วงอายุที่ฆ่าตัวตายมากที่สุดปี พ.ศ.2562 คือกลุ่มคนอายุ 30-39 ปีหรือวัยทำงานนั่นเอง โรคซึมเศร้าคือโรคที่มีคนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แม้ในประเทศไทยหลายคนอาจจะยังคงมองว่าเป็นโรคที่ไม่ได้สำคัญอะไร แต่ช่วงหลังๆ มานี้ มีข่าวการฆ่าตัวตายมากขึ้น ความเครียดจากปัญหาสังคมมากมายถาโถมทำให้บทบาทของจิตแพทย์เด่นชัด

    โดยปัจจุบันจำนวนจิตแพทย์ ที่ขึ้นทะเบียนกับวิทยาลัยจิตแพทย์มีทั้งสิ้น 1,047 คน แต่ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นทุกปี จำนวนจิตแพทย์ตอนนี้ อาจไม่เพียงพอต่อการให้บริการ ซึ่งการผลิตแพทย์ได้จำนวนน้อยเป็นหนึ่งในปัญหาของการขาดแคลนแพทย์ และก็ไม่ใช่แค่สาขาจิตเวชสาขาเดียว ยังมีแพทย์อีกหลายสาขาที่ยังขาดแคลนบุคลากรอยู่ในปัจจุบัน

    Young MATTER ไปคุยกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาจิตเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการแสดงความคิดเห็นต่อวงการอาชีพจิตแพทย์กับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางสังคมที่ส่งผลต่อการเป็นผู้ช่วยการใช้ชีวิตของผู้คน สาเหตุของการไม่เพียงพอ เกิดจากอะไร

    วิชาเรียนยากเกินไปไหม คนส่วนใหญ่จึงไม่เลือกมาเรียนหรือเปล่า ถ้าเป็นแพทย์ทั่วไป ปัญหาอาจจะไม่ใช่จำนวน แต่เป็นการกระจายตัวในจังหวัดต่างๆ แต่ถ้าเป็นสาขาย่อย สาขาขาดแคลนมีคนเรียนน้อย ก็จะมีปัญหาทั้งจำนวนและการกระจายตัวไปสู่ภูมิภาค จะเป็นจิตแพทย์ที่เป็นสาขาเฉพาะทางของอาชีพแพทย์ ต้องเรียนจบแพทย์ 6 ปี

    ก่อนแล้วเลือกมาต่อทางด้านจิตเวช อบรมเพิ่มความชำนาญ เฉพาะโรคทางจิตเวช การรักษาด้วยยาและจิตบำบัด ส่วนใน 6 ปีนั้นไม่ใช้วิชาหลัก แต่เป็นวิชารองเท่านั้น “หมอคนหนึ่งต้องเรียนเน้นไปทางอายุรกรรม คือการรักษาโรคทั่วๆ ไป หัวใจตับปอด และก็เน้นไปทางศัลยกรรม ผ่าตัด หรือเน้นไปทางการแก้ปัญหาฉุกเฉิน ประสบอุบัติเหตุมา เย็บแผล

    และเรื่องของการทำคลอด การดูแลเด็ก โรคติดต่อ วิชาพวกนี้หน่วยกิตเยอะ เรียกว่าเป็นสาขา major ส่วนจิตเวชเป็นสาขา minor ไม่ได้เน้นหรือออกสอบมาก ซึ่งผมคิดว่าถูกต้องแล้วในแง่การจบมาเพื่อทำงานเป็นแพทย์ทั่วไป ดังนั้นน้องๆ หมอเขาจบมารุ่นนึง ก็เลือกเรียนต่อสาขาหลักๆ เป็นส่วนใหญ่ เรียนต่อจิตเวชกันน้อยหน่อย”

    เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงทำงานจริง หมอก็จะทำงานเป็นแพทย์ทั่วไปก่อน แต่ละโรงพยาบาล(ภาครัฐ)จะให้ทุนส่งให้กลับมาเรียนเฉพาะทางแต่ละด้าน คือ ทำสัญญาว่าเมื่อเรียนเฉพาะทางจบต้องกลับมาทำงานให้ที่โรงพยาบาลนี้ เวลาสองเท่าหรือสามเท่าก็ว่าไป เรียนสามปี ทำงานห้ามลาออกไปไหนหกปี ไม่งั้นก็ต้องจ่ายเงินชดเชยกี่บาทๆ ก็ว่าไป

    “ทางผมซึ่งเป็นสถาบันฝึกอบรมจะรับใครมาเรียนก็ต้องทำตามกฎของแพทยสภา คือเขาขอให้พิจารณาผู้รับทุนจากโรงพยาบาลของรัฐมาเรียนก่อน นัยว่าเพราะตามความจำเป็นของท้องที่ ใครที่ไม่มีต้นสังกัดให้พิจารณาหลังๆ มันก็วุ่นๆ นิดนึงตรงเด็กจบใหม่อยากเรียนอะไรก็ต้องมองหาสถานที่ปฏิบัติงานที่จะให้ทุน”

    จากแนวคิดจึงมีความเป็นไปได้ว่า อาจช่วยควบคุมการกระจายตัว

    เพราะถ้าโรงพยาบาลไหนมีหมอสาขานั้นเยอะแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องให้ทุนสาขานั้น โรงพยาบาลจังหวัดไหนยังไม่มีจิตแพทย์ ก็อาจจะเปิดทุนให้หมอไปเรียน เพื่อกลับมาทำงานให้ แต่ระบบนี้พอหมอเรียนจบเฉพาะทาง กลับไปทำงาน อาจจะไม่ลงตัวกับสถานที่กับรูปแบบงาน ก็ขอลาออก ยอมจ่ายเงินชดเชยกันไปอยู่ดี หรือต่อให้บางโรงพยาบาล เปิดตำแหน่งอาจจะไม่มีหมอไปสมัคร

    “ส่วนเรื่องสาขานี้เรียนยากไหม ก็คงไม่ เป็นที่รู้กันสมัยเรียนว่า อาจารย์สาขาจิตเวชมักจะใจดีนะครับ ไม่ได้ออกข้อสอบยาก ส่วนตอนเรียนเฉพาะในเชิงรูปแบบงานไม่ได้หนัก ความยากของวิชาการเทียบแล้วก็ไม่ได้ท่องจำหนักหนานัก เมื่อเทียบกับสาขาอื่น แต่ถ้าใจไม่ได้รักทางนี้ ฝืนๆ เรียนคงลำบากใจ” ด้านสถิติและจำนวนประชากร

    หากเทียบหลักสากลแล้ว ตามองค์การอนามัยโลกประเมินเป็น จำนวนจิตแพทย์ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในประเทศพัฒนาแล้ว อาจจะมีจิตแพทย์ประมาณ 10 ต่อหนึ่งแสนคนหรือ 6 ต่อหนึ่งแสนคน แต่สำหรับประเทศไทยนั้น หากลองเทียบจำนวนประชากร กับจำนวนหมอที่มีอยู่ตอนนี้ จิตแพทย์มีประมาณ 1000 คนนิดๆ

    เทียบกับประชากร 60 ล้านคน แน่นอนว่ามันไปไม่ถึงแน่ๆ แต่ก็ยังอยู่ในมาตรฐานที่ไม่แย่ในระดับโลก แต่ก็อาจดีกว่านี้ถ้ามีการผลิตเพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในด้านการปฎิบัติงานให้บริการ การที่จะผลิตให้จิตแพทย์ เพิ่มจำนวนนั้นยังคงถือเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ช้า เพราะต้องใช้เวลาเทรนจิตแพทย์ทั่วไปสามปี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นสี่ปี

    ปกติในหนึ่งปีจะมีจิตแพทย์ที่เรียนจบมาเพิ่ม 20-30 คนเท่านั้น ปัจจุบันก็มีแพทย์จบใหม่หันมาสนใจเรียนจิตเวชพอสมควร แต่เรื่องของคุณภาพของบุคลากรที่จะจบออกไป จะอิงจากระบบมาตรฐานของ Basic Medication World Federation for Medical Education (WFME) ซึ่งเป็น Global Standards หรือ เกณฑ์มาตรฐานในการคัดเลือกผู้เรียน ว่าที่สมัครมาคุณสมบัติผ่านไหม

    แถมตัวสถาบันฝึกอบรมจะเปิดโควตาเรียนเพิ่มไหม ในคลาส จะรับจำนวนนักเรียนมาเรียนประมาณ 10-20 คนไม่ได้เพราะต้องควบคุมคุณภาพ หลักสูตร จำนวนอาจารย์ต่อคนเรียน จำนวนคนไข้ จำนวนกิจกรรมอบรม ที่ได้กำหนดไว้แล้ว เลยส่งผลให้ผลิตได้น้อย หรือจะเปิดสถาบันที่จะพร้อมเทรนเพิ่มก็ยาก แถมระหว่างแพทย์รุ่นใหม่จบมาเพิ่ม แพทย์รุ่นอาวุโสก็เกษียณไปบ้าง หรือขึ้นไปทำงานบริหารไม่ได้ออกตรวจ จำนวนจึงไม่ค่อยเพิ่มขึ้น

    ปัญหาด้านการกระจุกตัวของแพทย์ในเมืองหลวง ความขาดแคลนบุคลากรแพทย์และการบริการในต่างจังหวัด ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ ในแต่ละภูมิภาค เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น มีความสะดวกสบายในทุกด้าน รวมไปถึงการได้รับบริการสวัสดิการต่างๆ อย่างทั่วถึง หลายคนอาจจะเคยเจอกันบ้างกับการต้องรอคิวนานๆ

    ตามโรงพยาบาล โรงพยาบาลไม่สามารถรับเคสนี้ได้ต้องส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่า หรือแม้กระทั่งแพทย์เฉพาะทางบางแผนกก็ยังไม่มีในบางโรงพยาบาลนั้น จิตแพทย์เป็นอีกสาขาหนึ่งทางการแพทย์ที่ขาดแคลนในบางจังหวัด

    อาจารย์ภุชงค์ชวนดูว่า ถ้าคิดดีๆ ก็ต้องเห็นใจทั้งสองด้าน

    หากมองฝั่งคนไข้ ในจังหวัดทุรกันดารหรือห่างไกลความเจริญ ไม่ต้องคุยเรื่องมีจิตแพทย์อย่างเดียว เพราะไม่ว่าหมอสาขาใดหรือไม่ว่าการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือทรัพยากรอะไรก็ตาม มันกลายเป็นว่าต้องเข้าไปเมืองใหญ่ เพื่อจะแสวงหาสิ่งที่ดีกว่า มันคือการดิ้นรนประมาณหนึ่ง บางทีไม่ใช่ว่าจังหวัดของเขาไม่มีนะ แต่ว่าคนไข้อาจจะไม่ไว้ใจ

    อย่างเช่น สมมติอยู่ในภาคอีสาน ก็ไปที่ขอนแก่นกันเลยดีกว่า เพราะเค้ารู้สึกว่าที่นั่นมีหมอดัง หรือเข้ากรุงเทพฯ มาเลยดีกว่า เพราะรู้สึกกรุงเทพฯ น่าจะเก่งกว่า ก็เข้าศูนย์กลางกันเยอะ ปริมาณงานที่ศูนย์กลางเลยเยอะ ก็เข้าใจได้ แต่หากมองในมุมมอง จากฝั่งวงการแพทย์แล้ว ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข ว่าจังหวัดไหนมีตำแหน่งอะไรยังไงบ้าง

    แต่การมีตำแหน่งตรงนั้น ต้องขึ้นกับว่ามีคนมารับตำแหน่งไหม มีคนสนใจเอาทุนของจังหวัดไปเรียนหรือเปล่า หรือต่อให้เอาทุนของจังหวัดนั้นไปเรียน พอกลับบ้านไปทำงาน งานมันน่าทำอยู่ไหมก็ส่วนนึง เพราะหมอเองก็มีชีวิตจิตใจของ เขาจะชอบอยู่ตรงจังหวัดนั้นไหม หรืออยู่ตรงนั้นแล้วกดดันไหม พี่ๆ หรือเพื่อนร่วมงานโอเคหรือเปล่า

    หากเขารู้สึกว่าอยู่แล้วไม่มีความสุข ก็ต้องลาออกเขาก็ควรมีสิทธิ์นั้น เพราะเป็นชีวิตของเขา ไม่ใช่ว่าต้องเขาเสียสละกันอย่างเดียว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ จากบทสนทนากับอาจารย์ภุชงค์คือเรื่องของสวัสดิการและโครงสร้างทางสังคมที่เกิดขึ้นทั้งกับคนไข้และแพทย์

    ขอบคุณแหล่งที่มา : thematter.co

    สามารถอัพเดตข่าวสารเรื่องราวต่างๆได้ที่ : hernan-urbina-joiro.com

Economy

  • เงินบาท (2 พ.ย.) เปิด 37.76 บาท/ดอลลาร์ จับตาคืนนี้
    เงินบาท (2 พ.ย.) เปิด 37.76 บาท/ดอลลาร์ จับตาคืนนี้

    เงินบาท (2 พ.ย.) เปิด 37.76 บาท/ดอลลาร์ จับตาคืนนี้ผลประชุมเฟด ตลาดเงินผันผวนสูง

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 2 พ.ย.65 ที่ระดับ 37.76 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 37.74 บาทต่อดอลลาร์ โดยมองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 37.65-37.95 บาทต่อดอลลาร์

    ทั้งนี้ผู้เล่นในตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) หลังรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง ยอดการเปิดรับสมัครงาน (JOLTS Job Openings) ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 10.7 ล้านตำแหน่ง สวนทางกับคาดการณ์ของตลาดที่มองว่าจะลดลงสู่ระดับ 9.85 ล้านตำแหน่ง สะท้อนภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งและอาจทำให้เฟดไม่สามารถชะลอการเร่งขึ้นดอกเบี้ยได้อย่างที่ตลาดคาดหวัง ซึ่งความไม่แน่นอนว่าเฟดอาจจะชะลอการเร่งขึ้นดอกเบี้ย

    รวมถึงรายงานผลประกอบการแย่กว่าคาดของบรรดาบริษัทเทคฯ ใหญ่ ยังคงกดดันให้ผู้เล่นในตลาดเดินหน้าขายหุ้นกลุ่มดังกล่าว นำโดย Amazon -5.5%, Alphabet -4.3% กดดันให้ ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq สหรัฐฯ ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.89% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.41% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน (Exxon Mobil +1.0%, Chevron +0.7%) ตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ หลังผู้เล่นในตลาดคาดหวังว่า ทางการจีนอาจพิจารณาผ่อนคลายมาตรการ Zero COVID ในช่วงต้นปีหน้า

     

    ทางด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป เดินหน้าปรับตัวขึ้น +0.58%

    หนุนโดยความหวังว่าทางการจีนอาจผ่อนคลายมาตรการ Zero COVID ในช่วงต้นปีหน้า ทำให้บรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีรายได้ส่วนใหญ่จากจีนต่างปรับตัวขึ้น อาทิ Hermes +3.0%, Kering +2.8% นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นพลังงาน (Total Energies +2.5%, BP +1.4%) เช่นเดียวกันกับในฝั่งสหรัฐฯ ตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบเงินบาท (2 พ.ย.) เปิด 37.76 บาท/ดอลลาร์ จับตาคืนนี้

    ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.05% หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ทั้งยอดการเปิดรับสมัครงานและดัชนี PMI ภาคการผลิต ต่างออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนเริ่มไม่มั่นใจว่า เฟดจะสามารถชะลอการเร่งขึ้นดอกเบี้ยได้ หากภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้ชะลอตัวลงหนัก ทั้งนี้ เรามองว่า บอนด์ยีลด์ระยะสั้นและระยะยาวอาจแกว่งตัว sideways จนกว่าตลาดจะรับรู้ มุมมองของเฟดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ในช่วงการแถลงต่อสื่อมวลชน (Press Conference) ของประธานเฟด หลังประกาศผลการประชุมเฟดเดือนพฤศจิกายน

    ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวน โดยเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ก่อนที่จะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) สามารถพลิกกลับมาปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 111.5 จุด อีกครั้ง อนึ่ง แม้ว่า ผู้เล่นในตลาดจะยังไม่กล้าอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว แต่การพลิกกลับมาปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค.) แกว่งตัวใกล้ระดับ 1,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งคาดว่า ผู้เล่นในตลาดอาจรอประเมินทิศทางดอกเบี้ยเฟด ก่อนที่จะมีการปรับสถานะถือครองทองคำที่ชัดเจนอีกครั้ง

    สำหรับวันนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจและเป็นไฮไลท์สำคัญ

    คือ การประชุม FOMC (ทราบผลการประชุมในช่วงเวลา 01.00 น. ของเช้าวันพฤหัสฯ ตามเวลาในประเทศไทย) โดยเราคาดว่า เฟดจะเร่งขึ้นดอกเบี้ย +75bps สู่ระดับ 4.00% ตามที่ตลาดได้คาดการณ์และรับรู้ไปมากแล้ว เนื่องจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง อีกทั้งตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยรวมยังคงตึงตัวและแข็งแกร่ง

    ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยของเฟดจากถ้อยแถลงของประธานเฟดในช่วง Press Conference (เวลา 01.30 น. ของเช้าวันพฤหัสฯ ตามเวลาในประเทศไทย) ซึ่งต้องระวังความผันผวนในตลาดการเงินที่อาจเพิ่มสูงขึ้น เพราะตลาดอาจปิดรับความเสี่ยง เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้น หากประธานเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเฟดอาจพิจารณาปรับลดอัตราการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป หรือไม่ได้ส่งสัญญาณว่าบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดต่างกังวลผลกระทบจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจมากขึ้น

    สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท มองว่า แม้ว่าเงินบาทจะปรับตัวแข็งค่ามากกว่าที่เราคาดในวันก่อนหน้า จากแรงหนุนของการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ในวันก่อน รวมถึงความหวังการผ่อนคลายมาตรการ Zero COVID ในจีน, การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ และฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติที่ซื้อหุ้นไทยสุทธิกว่า +6.1 พันล้านบาท ทว่า ปัจจัยหนุนเงินบาทอาจเริ่มลดลงได้ หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มไม่มั่นใจว่า เฟดอาจชะลอการเร่งขึ้นดอกเบี้ยได้ตามคาด หากแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้ชะลอตัวลงหนัก

    ซึ่งมองว่า ควรระมัดระวังความผันผวนที่อาจสูงขึ้นในช่วง Press Conference ของประธานเฟด (เราคาดว่า ตลาดไม่น่าจะตื่นเต้นกับผลการประชุมเฟดมากนักและตลาดรับรู้ว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย +0.75% ไปมากแล้ว) หากประธานเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงแนวโน้มการชะลออัตราการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในอนาคต หรือไม่ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากขึ้น ทำให้เงินบาทอาจพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้บ้าง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์

    อนึ่ง การแข็งค่ามากกว่าคาดของเงินบาทในวันก่อนหน้า ทำให้โซนแนวรับของเงินบาทจะอยู่ที่ 37.60-37.70 บาทต่อดอลลาร์ ในขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่ในช่วง 38.20-38.30 บาทต่อดอลลาร์ หากเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุระดับ 38.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ ซึ่งเรามองว่า มีโอกาสที่เงินบาทอาจอ่อนค่าใกล้ระดับ 38.00 บาทต่อดอลลาร์ หากตลาดผันผวนสูงขึ้นตามคาดในช่วง Press Conference ของประธานเฟด

    ขอบคุณแหล่งที่มา : businesstoday.co

    สามารถอัพเดตข่าวสารเรื่องราวต่างๆได้ที่ : hernan-urbina-joiro.com